Prakard2



Head-5

19.) แก้ววิฑูรย์เทศ
 

ในตำราแก้วอัญมณีวิเศษ 24 ชนิดตามความเชื่อของล้านนาโบราณ ได้แบ่งแก้ววิฑูรย์เทศออกเป็นสองชนิด ดังนี้

1. แก้ววิฑูรย์เทศไข่ฟ้า

ลักษณะเด่นของแก้ววิฑูรย์เทศไข่ฟ้าคือ เป็นแก้วสีเหลืองจาง ๆ แต่ขุ่นมัวเกือบทึบแสง มีแสงเงาสีขาวคาดอยู่กลางแก้วคล้ายสายสังวาล แก้ววิฑูรย์เทศไข่ฟ้าจัดอยู่ในกลุ่มอัญมณีประเภทของพลอยชนิด CHRYSOBERY CAT’S EYE ซึ่งเป็นแก้วไพฑูรย์นั่นเอง แสงเงาสีขาวคล้ายสร้อยสังวาลที่คาดอยู่ตรงกลางแก้ว ในตำราวิชาแร่เรียกว่า CHATOYANCY เกิดจากกการเจียระไนที่ดี ทำให้ตำหนิเส้นไหมขนานกันบนหลังเบี้ย เมื่อหมุนแก้ววิฑูรย์เทศไข่ฟ้าไปมา ก็จะเห็นแสงเป็นเส้นยาวอยู่บนหลังเบี้ยคล้ายแววตาของแมวหรือไข่นกจัน (เป็นนกชนิดหนึ่งซึ่งหากินในเวลากลางคืน) ในด้านความเชื่อ เชื่อกันว่าแก้ววิฑูรย์เทศไข่ฟ้า เป็นแก้วที่ให้คุณในด้านความสุขความสมหวังและความบริบูรณ์ในทรัพย์สินเงินทองสิ่งของ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้วเป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่เมตตาของบุคคลทั้งหลายอีกด้วย

 แก้วโป่งข่าม แก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทร   

แก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทร

2. แก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทร

ลักษณะเด่นของแก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทรคือ เป็นแก้วใสสีเขียวจาง ๆ แต่ภายในแก้วมีลักษณะคล้ายน้ำไหลหรือพรายน้ำ (ซึ่งเป็นตะกอนขนาดที่เล็กมาก) คล้ายกับฟองอากาศในน้ำอัดลมที่พุ่งจากข้างล่างขึ้นสู่ด้านบน แก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทรจัดอยู่ในกลุ่มอัญมณีประเภทควอตซ์โปร่งแสงแต่ไม่บริสุทธิ์ เนื่องจากมีมลทินแร่เป็นตะกอนละเอียดขนาดเล็กมากอยู่ภายใน ทางด้านความเชื่อ เชื่อกันว่าแก้ววิฑูรย์เทศฟองสมุทร เป็นแก้วที่ให้คุณในด้านความสุขความสมบูรณ์ของชีวิตเปรียบดั่งความชุ่มเย็นของสายน้ำ ซึ่งหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังสามารถช่วยให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้วมีจิตใจที่สงบเยือกเย็นและสุขุมรอบคอบ


20.) แก้ววิฑูรย์ผิวเผือก

แก้ววิฑูรย์ผิวเผือก หรือ แก้ววิฑูรย์น้ำค้าง เป็นแก้วโป่งข่ามหรือควอตซ์ซึ่งมีความใสสะอาดคล้ายกับหยดน้ำค้างยามเช้า แต่ภายในแก้วมีมลทินแร่เป็นเส้นยาวขนาดเล็กไม่เกินเส้นผม โดยเส้นแร่แต่ละเส้น จะมีตะกอนแร่ขนาดที่เล็กมาก เกาะติดอยู่ตามพื้นผิวด้านนอกของเส้นแร่ทุกเส้น มองดูคล้ายกับหยดน้ำค้างยามเช้าที่เกาะจับตามกิ่งไม้ใบหญ้าบนยอดเขา บางท่านจึงเรียกแก้ววิฑูรย์ผิวเผือกว่า“แก้ววิฑูรย์น้ำค้าง”โดยยึดเอาลักษณะที่พบเห็นภายในแก้วมาเป็นชื่อเรียก ซึ่งในตำราก็ได้ระบุเจาะจงลักษณะของแก้วชนิดนี้ไว้อย่างชัดเจน “...วิฑูรย์ดีผิวเผือก น้ำค้างเกิดปลายเขา...” ในด้านความเชื่อ เชื่อกันมาแต่โบราณว่า แก้ววิฑูรย์ผิวเผือกหรือแก้ววิฑูรย์น้ำค้าง เป็นแก้วที่มีอาถรรพ์สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ ช่วยให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้วมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และมีอายุที่ยืนยาว

 แก้วโป่งข่าม แก้ววิฑูรย์น้ำค้าง  โป่งข่าม แก้ววิฑูรย์น้ำค้าง

21.) แก้วหมอกมุงเมือง

 

“.............................. รัตนาเลาเลิศแล้ว

ชื่อว่าแก้วหมอกมุงเมือง ฤทธิ์เรืองล้ำเลิศ

น้ำผึ้งเกิดเป็นดี .......................”

 

แก้วโป่งข่าม แก้วหมอกมุงเมือง   

โป่งข่าม แก้วหมอกมุงเมือง

แก้วหมอกมุงเมือง จัดอยู่ในกลุ่มของแก้วประเภทที่ไม่ใช่มุกดาหาร (MOONSTONE) แต่เป็นอัญมณีประเภทโป่งข่าม(QUARTZ) ที่มีลักษณะภายในคล้ายหมอกควันสีขาว เหมือนสายหมอกในยามเช้าแต่ไม่ใช่แก้วน้ำตันที่ฝ้ามัวตามที่บางท่านเข้าใจ เนื่องจากผิวรอบนอกของแก้วหมอกมุงเมืองจะมีความใสสะอาด คล้ายกับขวดแก้วที่ถูกพ่นควันบุหรี่ใส่ลงไป แม้ภายในจะมองเห็นควันแต่ก็จะแลเห็นความใสของขวดแก้วด้วย จุดนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการพิจารณาแยกแยะระหว่างแก้วหมอกมุงเมืองกับแก้วน้ำตัน ซึ่งแก้วหมอกมุงเมืองที่มีลักษณะดีที่สุด ตามที่ตำราระบุไว้ก็คือ แก้วหมอกมุงเมืองที่มีบางส่วนเป็นสีออกเหลืองน้ำผึ้ง ในสมัยโบราณชาวล้านนาต่างยอมรับและเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของแก้วหมอกมุงเมืองมานานกว่า 300 ปีแล้ว โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า ในปีพ.ศ. 2500 ได้เกิดฟ้าผ่ายอดพระธาตุเจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวง จนทำให้ยอดพระเจดีย์หักเอียง ซึ่งทางวัดได้พบแก้วอัญมณีมีค่า ตกอยู่บริเวณฐานเจดีย์ โดยแก้วอัญมณีมีค่าที่ตกลงมานั้นมีชื่อเรียกว่า“แก้วหมอกมุงเมือง” ลักษณะเป็นแก้วเม็ดโตบรรจุอยู่บนยอดสุดของพระเจดีย์ สันนิษฐานกันว่าแก้วหมอกมุงเมืองดังกล่าว น่าจะถูกบรรจุไว้ที่ยอดพระเจดีย์เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 300 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของแก้วหมอกมุงเมือง ชาวล้านนาบางท่านถึงกับนำเอาชื่อของแก้วมาตั้งเป็นชื่อตระกูลหรือนามสกุลของตนอีกด้วย ในด้านความเชื่อ เชื่อกันมาแต่โบราณว่า แก้วหมอกมุงเมืองนั้น มีพลังอำนาจโดดเด่นในด้านของการคุ้มครองป้องกันภัยสูง เป็นแก้วคู่บ้านคู่เมืองซึ่งเจ้าเมืองและคณะปุโรหิตที่มีความรู้แตกฉานในด้านไสยศาสตร์คาถาอาคม ใช้ประกอบพิธีกำบังเมืองจากข้าศึกศัตรู อีกทั้งยังใช้เป็นแก้วทำนายเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ อีกด้วย

  
22.) แก้วเนระกันตี ( เนรกัณฐี )

ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 595 ได้กำหนดนิยามความหมายของคำว่า “เนรกัณฐี” หมายถึง แก้วมณีชนิดหนึ่ง ซึ่งในตำราแก้วอัญมณวิเศษ 24 ชนิดเมืองล้านนา ได้อธิบายลักษณะของแก้วเนระกันตีว่า เป็นแก้วที่มีสีดำคล้ายน้ำรัก และมีแสงรัศมีสีขาวหม่นกาบอ้อยลักษณะเป็นขาแมงมุมหรือสาแหรกอยู่ตรงกลางแก้ว จากคำอธิบายลักษณะของแก้วเนระกันตีดังกล่าว พบว่ามีลักษณะที่ตรงกับสตาร์สีดำ (BLACK STAR SAPPHIRE) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของแซปไฟร์ (SAPPHIRE) ที่มีสีดำ แซปไฟร์มีส่วนประกอบทางเคมีคือ อะลูมิเนียมออกไซด์( Al2O3) ภายในเนื้อแร่มีธาตุ TITANIUM (Ti) และ IRON (Fe) เป็นมลทินแร่ผสมอยู่ จึงเกิดเป็นสีน้ำเงินจนถึงสีดำ มีค่าความแข็งระดับ 9 ในระบบของโมส์ ส่วนสตาร์ที่อยู่บนหลังเบี้ยของแซปไฟร์สีดำในวิชาแร่ เรียกว่า ASTERISM หมายถึง การเหลือบแสงเป็นรูปสาแหรก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางแสงของแร่บางชนิด โดยเฉพาะแร่ในระบบสามแกนราบ ที่ประกอบไปด้วยมลทินเรียงตัวตามแนวโครงสร้างของผลึก 3 แนว ทำมุม 120 องศา ซึ่งกันและกัน แซปไฟร์สีดำที่เจียระไนแบบหลังเบี้ยเมื่อจัดให้รับแสง จะแสดงการสะท้อนแสงเป็นเหลือบแสง 3 แนว ซึ่งลำแสงทำมุมฉากกับทิศทางของมลทิน ทำให้เกิดสาแหรกหรือรูปดาว 6 แฉกนั่นเอง ในด้านความเชื่อ เชื่อกันว่าแก้วเนระกันตี(เนรกัณฐี) เป็นสัญลักษณ์ของพระเสาร์ เหมาะสำหรับท่านที่พระเสาร์เข้าเสวยอายุ หรือท่านที่มีดวงชะตาดาวเสาร์เสีย แก้วเนระกันตีจะช่วยเสริมดวง หรือแก้ไขดวงชะตาจากร้ายให้กลายเป็นดี อีกทั้งยังช่วงป้องกันโชคร้ายหรือเคราะห์ร้าย ตลอดจนสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ให้กับผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแก้ว และช่วยเสริมบุคลิกให้เป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้ที่ได้พบเห็น

 

คำเตือน : เป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ
 

 

BetFair F.BetRoll UK Bookies
Ladbrokes Review L.BetRoll

เมนูหลัก

WIll Hill BookiesW.BetRoll here...
United Kingdom BetRoll Bookmakers